เมื่อผมบังเอิญไปซื้อ “บ้านผีสิง ริมแม่น้ำมาเรโนเวท” สิ่งที่ได้กลับมาแทบไม่อยากเชื่อ!!

โพสโดย : LookMhee
loading...

กลายเป็นกระทู้ที่น่าสนใจสุดๆ เมื่อคุณสมาชิกหมายเลข 1415794  สมาชิกเว็บไซนต์พันทิปดอทคอม  มาเล่าประสบการณ์พร้อมรีวิวเรื่องซื้อบ้านผีสิงริมแม่น้ำมารีโนเวทใหม่ ในราคาที่หลายคนคาดไม่ถึง ใครที่ชื่นชอบการรีโนเวทบ้านเก่าๆให้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่สวยเก๋ ดูดีมีสไตล์  หรือใครที่สนใจทางด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ลูกหมีขอบอกเลยว่าพลาดไม่ได้เลยกับกระทู้นี้ ที่นอกจากจะได้อ่านการแชร์ประสบการณ์การซื้อบ้านร้างมารีโนเวทใหม่แบบที่อ่านเพลินมากๆ  ยังได้ชมความงามของบ้านกลางป่าที่ทำเอาหลายคนถึงกับอิจฉา ซึ่งต่างจากแว๊บแรกที่เห็น เพราะแว๊บแรกใครๆก็ต้องบอกว่านี่คือบ้านผีสิงแน่ๆ  แต่ๆๆ!!..คนตาถึงเท่านั้นถึงจะได้มันมาครอบครอง เรื่องราวจะน่าสนใจขนาดไหนไปอ่านกันเลยค่ะ  (มีเฉลยราคาที่ซื้อมาตอนท้าย ลองทายกันดูได้ ว่าราคาเท่าไหร่น๊า  อ่านให้จบแล้วคุณจะรู้สึกว้าวมากๆ)

 

 

สวัสดีครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบชีวิตอิสระ เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใหม่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ และก็มองหาโอกาศการลงทุนใหม่ๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต มันจึงเป็นเหตุบังเอิญให้ผมได้พบกับบ้านผีสิงหลังนี้

          เรื่องราวมันเริ่มจากที่ผมรักในชีวิตกลางแจ้ง ท่องเที่ยวไปยังป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ จนผมได้ค้นพบว่า ไม่มีป่าที่ใดในเมืองไทยที่รู้สึกดิบ ลึกลับน่าผจญค้นหา ไปมากกว่าผืนป่าตะวันตกของประเทศ ที่มีขนาดมหึมาครอบคลุมติดต่อกันหลายจังหวัดต่อเนื่องเข้าไปยังฝั่งของประเทศพม่า ความลึกลับต้องมนต์นี้เอง ที่สร้างแรงบัลดาลใจให้ตัวละครในนิยายเดินป่าอมตะหลายๆเรื่องอย่าง ล่องไพร สมิงไพร และเพชรพระอุมา เข้าไปผจญภัยเสี่ยงโชค ด้วยความหวังที่จะได้เจอสมบัติล้ำค่ากลางป่าลึก ซึ่งสำหรับตัวผมแล้ว สิ่งที่ได้เจอก็คือบ้านหลังนี้นั้นเอง

          จำคร่าวๆได้ว่า เมื่อฤดูฝนประมานสามสี่ปีที่แล้ว ผมได้เดินทางท่องเที่ยวไปทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตอุทยานแห่งชาติผืนใหญ่ ด้วยความที่ไม่คุ้นเส้นและสภาพความเป็นป่าทำให้การจะสอบถามทางจากชาวบ้านทำได้ลำบากเพราะไม่ค่อยจะมีบ้านเรือนเท่าใดนัก จึงได้พึ่งพาการนำทางของเจ้า Google Map    ตอนนั้นหลังจากเที่ยวถ้ำละว้าเสร็จก็อยากจะเดินทางต่อไปยังอำเภอทองผาภูมิ นั้นจึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมาพบบ้านหลังนี้  ผมขับรถตามทาง Google ไปเรื่อยๆจากสภาพสองข้างทางที่เป็นสวนปาล์ม สวนยาง ผ่านหมู่บ้านคนบ้างประปราย ก็เปลี่ยนเป็นป่าทึบในเขตอุทยานแห่งชาติ มีหน้าผาหินปูนสูงชั้นขนาบรอบทิศ แล้วในที่สุดมันก็พาผมมาสุดที่ริมตลิ่งของแม่น้ำแควน้อย ซึ่งสภาพที่เห็นนั้นสะพานในแผนที่มันพังสลายไปนานแล้ว ด้วยความรู้สึกที่ทั้งกังวล ทั้งเจ็บใจ และทั้งกลัว แม้จะเห็นเห็นเสาสัญญานมือถืออยู่ลิบๆ บนหน้าผาฝั่งตรงข้าม ซึ่งหมายถึงโลกแห่งความเจริญเบื้องหน้า แต่เราก็ไม่สามารถข้ามไปได้ จึงต้องตัดสินในย้อนกลับทางเดิม

           และเมื่อขณะที่กำลังกลับรถอยู่นั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายปริศนาสีขาวๆแถบน้ำเงินมีตราสัญลักษณ์ธนาคารแห่งหนึ่งห้อยติดอยู่กับต้นไม้รกทึบ จึงพยายามเพ่งเข้าไปทางด้านหลัง ก็เห็นเงาลางๆของสิ่งปลูกสร้างทมึนๆอยู่ใต้เงาไม้ที่รกทึบ จังหวะนี่เองที่สัญชาตญาณดิบของนักลงทุน มันบอกว่าให้ลุยเข้าไปดูให้แน่ซิว่า มันคืออะไร อาจจะเป็นซากเมืองมรกตที่เขาตามหากันในนิยายก็เป็นได้


และนี้คือสิ่งที่ผมเจอครับ
 


เจอกันสภาพนี้ ถ้าเป็นเพื่อนๆจะสู้ หรือจะถอยดีครับ

สภาพรอบๆ เต็มไปด้วยซากปรักหักพังครับ


 

 

กองหินข้างล่างนี้ อาจเคยเป็นน้ำพุ
 

 

เราก็ใจดี สู้เสือ เดินเข้าไปเก็นรายละเอียดในตัวบ้าน เข้ามาถึงตอนนี้ผีไม่กลัวแล้วครับ กลัวงู กับ ต่อแตนมากกว่า


 

ร่องรอยของอารยธรรมมีให้เห็นอยู่ทั่วไป 

 

ที่แห่งนี้คงเคยเป็นครัวมาก่อน


แล้วก็ห้องน้ำ


 

ในใจก็นึก ใครหนอช่างสรรหาทำเล ใจกลางป่าลึกอย่างนี้ ยังมาสร้างเอาไว้ซะอลังการ เดินสำรวจอ้อมมาทางหน้าบ้าน สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นครับ  มุมนี้เห็นแล้วตกหลุมรักเลย หุ่นเป๊ะ โครงเป๊ะ จับอาบน้ำสักหน่อย ออกมาน่าจะสวยเลย งานคุณภาพโครงสร้างวัสดุยุค 80s อารมณ์ Log Home


 

ซักพักได้ยินเสียงเหมือนคนกระซิบกระซาบกัน เสียงเหมือนกำลังวุ่นๆทำอะไรกันซักอย่าง เลยต้องพิสูจน์ ค่อยๆย่องตามเสียงไปดู ลงเนินไป ในใจก็นึก อูย.......จะเจออะไรว้า.........
.

แล้วก็ไปเจอนี้ครับ อ้อเสียงน้ำในคุ้งนี่เอง วิวใช้ได้เลย

 


 

เห็นอย่างนี้ปุ๊ป ไม่ไหวแล้วครับ ไม่รอช้า รีบไต่ขึ้นเนินกลับไปที่รถ จดเบอร์ธนาคารโทรติดต่อทันที

 

พอโทรไปก็แจ้งเจ้าหน้าที่ครับว่าเราสนใจทรัพย์ตัวนี้ของทางธนาคารครับ ขนาดเท่าไร ราคาเท่าไร คำตอบแรกที่ได้ทำเอาใจสลายเลยครับ เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ทรัพย์ตัวนี้ระงับการขายชั่วคราว ........................ ไอ้เราก็ใจร่วงลง ไปอยู่ที่ตาตุ่ม ..........นึกในใจว่า อดซะแล้ว..............แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่จบ บอกว่าที่งดขายชั่วคราวเพระากำลังทำเรื่องขออนุมัติลดราคาพิเศษ เพราะขายไม่ออกมานานแล้ว ........ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนขึ้นสวรรค์เลยครับ ใจชื้นขึ้นมาหน่อย พระเจ้าเข้าข้างเราแล้ว เขาบอกให้รออีกหนึ่งอาทิตย์ ยอดราคาใหม่น่าจะอนุมัติมา เราก็เตรียมตัวเลยครับ ทองผาภูมิอะไรยังไงไม่ไปมันแล้ว กลับบ้านมานั่งลุ้น เตรียมเอกสารยื่นซื้อ........เสนอราคาไปต่ำกว่าที่ธนาคารประกาศอีกซักนิดนึง เผื่อฟลุ๊คอนุมัติขายมา

ระหว่างนั้นก็ทำการบ้านครับ สิ่งปลูกสร้าง บ้านสองหลังวัสดุเกรดเอ หลังคามุงกระเบื้องดินขอ ผนังก่อฉาบแล้วกรุไม้หรือหินกาบทับอีกที พื้นคสลใ ปูทับด้วยไม้แดง ถ้าสร้างใหม่สมัยนี้ทั้งของ ทั่งแรงน่าจะทำเอากุมขมับไปเลย

พื้นที่ใช้สอยรวมคำนวนได้ 500 ตารางเมตร ที่ดินขนาด 2 ไร่ 2 งานติดแม่น้ำแควน้อย กดเครื่องคิดเลขได้ดังนี้ครับ

บ้าน 500 ตารางเมตร x   20,000  บาท สภาพ 40%  = 4,000,000 บาท
ที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน       x   500,000 บาท                   = 1,250,000 บาท
ศาลาริมน้ำ ตกแต่ง Landscape ถือเป็นของแถมไป ไม่ตีราคา

เบ็ดเสร็จ มูลค่ารวม 5,250,000 บาท แต่เสนอธนาคารไปต่ำว่านั้น ระหว่างรอธนาคาร ก็ภาวนาไปครับ เช้าเย็น เช้าเย็น
.

สามอาทิตย์ผ่านไป  ธนาคารผู้น่ารักก็นัดโอน บ้านหลังนี้ก็มาเป็นของเราโดยสมบูรณ์ครับ เมื่อโอนเสร็จก็ได้เวลาเตรียมทัพ เข้าไปจัดการกำจัดสภาพผีสิงให้หมดไปจากบ้านครับ

 

เมื่อโอนที่ดินเสร็จ ก็ทำให้รู้ประวัติคร่าวๆครับว่าตัวบ้านขออนุญาติปลูกสร้างในปี 2530 ซึ่งอันที่จริงก็พอจะเดาได้จากงานสถาปัติย์ของตัวบ้านครับ ทั้งหินกาบเอย หลังคากระเบื้องดินขอเอย เป็นอะไรที่นำเทรน Post-Modern แห่งยุค 1980's แบบสุดๆ สมัยนั้นฮิตมาก ในเมืองก็อาจจะมีการนำเสาโรมัน บัวโรมันมาตกแต่งตัวอาคาร ในป่าก็ออกแนวหินกาบ กระเบื้องดินขอ เหมือนที่ยุคนี้เขาฮิต Loft กับ Beton-Brut กัน

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบบ้าน อาคารที่ถูกสร้างในยุค 80's กับ 90's ต้นๆก็คือ สมัยนั้นเศรษฐกิจมันดีมากครับ และคนส่วนใหญ่ก็คิดว่าสิ่งดีๆเหล่านั้นมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ และจะยั่งยืนตลอดไป ชีวิตมันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป แล้วมันก็สะท้อนมาในงานสถาปัตย์ที่ บ้าน อาคารจึงถูกออกแบบให้เสมือนว่ามันจะต้องอยู่ตลอดไป คุณภาพวัสดุที่ไม่มีอั้น แล้วมันก็เลยทำให้อาคารเหล่านี้อยู่มาได้นาน ทั้งๆที่บางครั้งถูกละเลยด้วยซ้ำ ถ้าใครไม่เกี่ยงเรื่องตามแฟชั่น ก็อยากแนะนำให้มองหาบ้านยุคนี้ดูไว้ครับ ราคา VS คุณภาพส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่าครับ (ปล.มันแล้วแต่คนสร้างด้วยนะครับเรื่องคุณภาพ แต่ส่วนใหญ่จะดี)


เล่าประวัติบ้านเสร็จก็นำเหล่าทหารกล้ามาลุยต่อครับ 

สางต้นไม้รอบๆบ้าน เก็บต้นใหญ่ๆหน้า สี่นิ้วขึ้นไปไว้เพื่ออนุรักษณ์ธรรมชาติ เอาเถาวัลย์กับหญ้ารกๆออกก่อน



 

วัดขนาดของหน้าต่าง ประตูที่ผุพังไป เพื่อเตรียมสั่งใหม่มาซ่อมแซม



 

สำรวจความเสียหายของวัสดุตกแต่ง พื้นเดิมนี้อย่างดีครับ เป็นไม้แดงจึงคงทนมากว่า 30 ปีทั้งๆที่บางจุดหลังคารั่ว น้ำหยดใส่บ้าง



 

ภาพห้องใต้หลังคาครับ ซึ่งเป็นชั้น สามของบ้าน ชอบตรงนี้เหละ เป็นโรคแพ้บ้านที่มีห้องใต้หลังคา ไม่รู้เป็นไร
 


 

เมื่อสางรอบๆบ้านเสร็จ สภาพก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็นครับ ในพื้นที่มีแบบนี้อยู่สองหลัง



 

พอจะมีแววไหมครับ

เมื่อเคลียร์พื้นที่โดยรอบเสร็จ ก่อนจะเริ่มซ่อมแซม เราต้องมากำหนด Theme และอัตลักษณ์ให้บ้านก่อน เพื่อไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง สำหรับผมแรงบันดาลใจเหล่านี้ มักจะค้นหาจากการได้สัมผัสกับสถานที่นั้นๆครับ

โจทย์ที่ได้คือ เมืองกาญคือป่า  แต่อะไรที่ทำให้ป่าเมืองกาญต่างจากที่อื่น?? ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ความลี้ลับ เรื่องขุมทรัพย์ที่เขาล่ำลือว่ามันอยู่ในถ้ำที่ไหนซักแห่ง ผสมปนเปกันจนสรุปได้ว่า  มันคือป่าของเหล่าหู้กล้า นักผจญภัย และนั้นคือแรงบันดาลใจของบ้านหลังนี้ึครับ มันคือบ้านของ ระพินทร์ ไพรวัลย์,  ศักดิ์ สุริยัน และ Indiana Jones ป่าภาคเหนือมันไม่ได้อารมณ์นี้เลยครับ

เมื่อ Theme ตกผลึกแล้วก็เริ่มซ่อมได้เลยครับ

 

หลังจากถางรอยๆบ้านเสร็จก็ เริ่มซ่อมหลังคาก่อนครับ เรื่องนี้สำคัญมาก บ้านส่วนใหญ่จะร้างไม่ว่า ขออย่างเดียวอย่าให้น้ำเข้าบ้านครับ จะร้างกี่ปีก็มีแค่ฝุ่นจับ แต่ถ้าน้ำเข้านี่ เตรียมลาโลกได้เลย ซื้อมาปุ๊บจึงต้องรีบซ่อมหลังคาก่อน

กระเบื้องดินขอแบบนี้ราคาต่อตารางเมตรสูงอยู่ครับ เพราะต้องวางแปถี่ และตัวกระเบื้องเองอย่างดีก็ราคาประมาน 7 บาทต่อแผ่น ตารางเมตรนึงใช้ 150 แผ่น เบ็จเสร็จ ค่าของ + แรง ก็ประมาน 1800 บาทครับ เทียบกับลอนคู่ที่ประมาน 200+ บาท และซีแพคที่ 400+บาทต่อตารางเมตร แค่ถ้าใครอยากได้ลุคนี้ ก็ขอแนะนำพวก ตราช้าง ไอยราก็ได้ครับ มุงแล้วดูคล้ายๆกัน เรื่องรั่วซึมก็น้อยกว่า ราคาก็ตกอยู่ประมานที่ 1000+ บาทต่อตารางเมตร อันนี้ถ้าไม่ใช่มากับบ้านอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ใช่ครับ ยกเว้น คน ชอบจริงๆ

 

 

 

ซ่อมไปๆ ช่างก็เจอรังผึ้งครับ เลยขออนุโมทนา น้ำผึ้งมาแก้กระหายสักนิดนึง ผึ้งทำรังอยู่ในโครงหลังคาบ้าน รักเลยเป็นสี่เหลี่ยมสวย อย่างกับผึ้งเลี้ยงเลย แต่น้ำผึ้งป่านี้รสชาด สุดยอดครับ


 


 

เย็นๆ ก็ กินข้าวจี่ จิ้มน้ำผึ้ง  ริมแคว แบบนี้


บรรยากาศ ฟินไปอีก .....คุ้มค่าเหนือยไปเลย

 

พอซ่อมหลังคาเสร็จ เราก็มาเริ่มทำภายในบ้านกันต่อครับ ของเดิมเขาใช่ฝ้ายิปซั่มตีไว้ ถ้าโดนน้ำนิดเดียวก็เสียหายแล้ว พอมาซ่อมใหม่ก็เลยเจาะจงใช้เป็นพวก ไฟเบอร์ซีเมนต์ครับ เพราะในอนาคตถ้าหลังคารั่วบ้าง ฝ้าก็จะไม่เสียหายเท่านยิปซั่ม ระยะยาวค่าดูแลรักษาน่าจะน้อยกว่า



 

 


 

เฉพาะค่าของยิปซั่มจะตกตารางเมตรละ 45 บาท (ค่าแรง+ค่าของโครงสร้างฉาบที่เหลืออีก 100 บาท) ส่วนไฟเบอร์ซีเมนต์จะตก 100 บาทครับ (ค่าแรง+ค่าของที่เหลืออีก 100 บาทอีกเช่นกัน)   โดยรวมต้นทุนจะต่างกันอยู่ 50 บาทต่อตารางเมตรแต่ผมคิดว่าระยะยาวไม่จุกจิดครับ ใครจะทำบ้านลองรับไปพิจารณา

ก่อนจะติดตั้งฝ้า เราก็จัดการใส่ฉนวนก่อน ของเดิมสภาพนี้ครับ ฉนวนเป็นแค่แผ่นสะท้อนความร้อนเฉยๆ มีค่า Rt ไม่มากเท่าไร ช่วยได้น้อยมาก



 

ของใหม่จึงเลือกอย่าหนา 6 นิ้วครับ โครงอะไรที่ยังใช้ได้เราก็ใช้ต่อไปครับ อากาศในป่าริมแม่น้ำจริงๆ ไม่ร้อนเท่าไร แต่ถ้าหลังคารับแดดตรงๆก็ไม่ไหว พอใส่ฉนวนแล้ว แค่พัดลมก็สบายตัวแล้ว



 

 

ด้วยคอนเซปท์ของความเป็นบ้านในป่า แนว Jungle Lodge ผมจึงเลือกใช้ไม้เทียมลายไม้ทำฝ้าครับ 

หนึ่งลดปัญหาเรื่องปลวก และสอง ต้นทุนที่ถูกกว่าไม้จริงเกือบสามเท่า และ สามฝ้าเป็นของไกลตา จะใช้จริงหรือเทียมถ้าไม่สังเกตุจริงจัง จะไม่รู้สึกถึงอารมณ์ที่แตกต่างครับเมื่อทาสีแล้ว

ก่อนอื่นพ่นยากันปลวกที่โครงไม้เดิม

ใส่ฉนวนแล้วก็ติดตั้งไม้ฝาและฝ้า

 

 

จริงๆหลังนี้ซ่อมง่าย และประหยัดมากเลยครับ งานส่วนใหญ่แถบจะเรียกได้ว่าเป็นงาน Cosmetic ไม่มีงานโครงสร้างหนักอะไรเลยให้ต้องซ่อม

งานระเบียงพื้นนี้ น่าจะเป็นงานใหญ่สุดแล้วของหลังนี้ เริ่มด้วยการรื้อไม้ผุๆ เดิมออก เจ้าของเดิมเขาสร้างเป็นระเบียงไม้จริง ยื่นออกมาหน้าบ้านทางฝั่งแม่น้ำ เป็นส่วนโล่ง ไม่มีหลังคาคลุมครับ ระยะเวาลากว่า 30 ปี ต่อให้เป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้แดง มันก็ผุกร่อนไปตามการเวลา ของใหม่ผมก็เลยใส่หลังคาโปร่งแสงคลุมไปครับ กะจะปลูกไม้เลื้อย พวกเล็บมือนางให้เลื้อยคลุมให้ร่มเงา

ช่างกำลังรื้อของเดิมออก

แล้วก็ใส่ไม้ใหม่เข้าไป

 


ด้วยความที่เราต้องการประหยัดก็เลยนำไม้เก่าที่เคยใช้ปูในตัวบ้านกองนี้ มารีไซเคิ้ลปูระเบียงไปครับ



 

ในตัวบ้านผมตั้งใจจะไม่ปูไม้แล้วเพราะ อยากให้อารมร์ที่ดิบกว่านั้นหน่อย จะขัดมันสีออกเปลือกไข่เพื่อที่จะได้อารมณ์ ซาฟารี

ปูระเบียงเสร็จก็ได้แบบนี้ครับ ใกล้ความจริงแล้ว


หลังจาก ปูพื้นเสร็จก็รีบตั้งเสาเพื่อทำหลังคาป้องกันฝนโดนไม้พื้นครับ เดี๋ยวจะบิดตัวเสียหายเสียก่อน



หลังจากนั้นก็ใส่หลังคาโปร่งแสงครับ ตรงนี้ตั้งใจว่าจะปลูกต้นไม้เลื้อย เป็นต้นเล็บมือนางครับ


 

สมัยนี้อุปกรณ์ วัสดุอะไรมันก็ใช้ง่ายไปหมด ส่วนตรงนี้ ใช้ช่างสองคนทำสองวันเองครับ ใครอยากทำซุ้มไม้เลื้อยแบบมีหลังคาคลุมไม่ให้เปียกฝน ผมขอแชร์ประสปการณ์แนะนำครับว่า ต้นที่จะปลูกได้เท่าที่รู้ มีเล็บมือนาง กับ ลดาวัลย์ครับ

เล็บมือนาง


ลดาวัลย์

 

ส่วนอันอื่นที่เคยทดลองแล้วไม่สำเร็จคือ พวงคราม กับ จันทร์กระจ่างฟ้าครับ สองต้นนี้ชอบแดดจัดมาก มีหลังคาโปร่งแสงคลุมนิดเดียวก็เลื้อยหนี ไม่ยอมเลื้อยอยู่ใต้หลังคาครับ

 

 

หลังจากนั้นก็เริ่มลุยในส่วนของห้องน้ำครับ

บ้านหลังนี้โชคดีมากที่ระบบท่อน้ำ ทดสอบแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ยังสมบูรณ์อยู่ ไม่รั่วไม่ซึมงานจึงเบาครับ ไม่มีอะไรมากนอกจาก ตกแต่งผนังใหม่ด้วยไม้เทียมแทนของเก่า ที่เป็นกระเบื้องมันๆลายยุค 80s

อันนี้ของเดิมครับ

 

ให้ช่างจัดการทาปูนกาวเข้าไป ต้องใช้พวกยึดเกาะสูงพิเศษเช่น......ถุงสีทอง อะไรประมานนั้นเพราะเป็นการปูทับกระเบื้องเก่า

ถอดอุปกรณ์ห้องน้ำออกให้หมดก่อน

 


แล้วทากาว พร้อมติดไม้เทียมลงไป

โถส้วนยังใช้งานได้ดีครับ ไม้ต้องเปลี่ยนอันใหม่ แค่เปลี่ยนลูกยางบางจุด กับฝารองนั่งตัวใหม่ เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไป ตามโฮม... ตามไท.... รวมแล้วก็ประมาน 800 บาท ต่อเซ็ท ดีกว่าไปซื้อชักโครมใหม่อีกอย่างต่ำ 3000 กว่าบาท

ปูเสร็จ ทั้งกระเบื้องพื้นและผนัง ห้องน้ำก็ออกมาหน้าตาประมานนี้ครับ 


 

 

เสร็จแล้วก็ทาสีโปร่ง สำหรับทาไม้เทียมเข้าไปก็จะได้ลายไม้ดูคล้ายๆไม้จริงขึ้นมาครับ

ประมานนี้ ได้อารมณ์ Tribal มากๆ


 

 

ขอคั่นจังหวะนะครับ หลายคนสับสนว่าบ้านหลังนี้เคยลงแล้วหรือเปล่า บางคนจำผิดไปเป็นบ้านที่ดอยอินทนนท์นะครับ อันนี้ไม่ใช่นะครับ อยู่ที่ไทรโยค กาญจนบุรีนะครับ

ที่เชียงใหม่มันหลังนี้ เพิ่งไปมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วครับ คนละอันกันนะ อันนั้นเสร็จมานานมากแล้ว
 

 

 

 

ยังไม่มีใครทายถูกเลยนะครับ ใบ้ให้นิดนึงครับ หลังนี้ได้มาถูกมากๆ เสมือนธนาคารขายที่แถมบ้านให้

******หลักแสน เองครับ *******

ระหว่างรอคนทายถูก แถมบรรยากาศเร็วๆนี้ให้ครับ 
ชมคลิป

 

หลังจากงานหลักๆของตัวบ้านจบ ก็มาทำราวระเบียงครับ ด้วยคอนเซ็ปของบ้านในป่า ยุค 1940s 
ผมก็เลยออกแบบให้เป็นการนำไม้ท่อน ขัดเหลาเพียงแค่หยาบๆมาทำราวระเบียง เพื่อที่จะได้ความรู้สึกดิบๆ เป็นบ้านป่าๆ 

ทำออกมาก็ได้ประมานนี้ครับ

 

 

 

กลับมาที่ห้องน้ำบ้าง อารมณ์ของบ้านป่าหลักๆก็คือ ความที่มันต้องพยายามอยู่ให้ได้อย่าง ศิวิไล สะดวกสะบาย บนความขัดสนของวัสดุ และทรัพยากร มันจึงจำเป็นต้องดัดแปลงสิ่งของรอบๆตัวมาใช้ หนึ่งในนั้นผมก็เลยให้ช่างพับสังกะสี มาทำเป็นอ่างล้างหน้าครับ

ค่าทำตกต่ออันก็แค่อันละ 150 บาทครับ

 

 

ได้อารมณ์พวก Diesel Punk, Steam Punk หน่อยๆ

แล้วคอนเซ็ปท์นี้ก็ลามไปถึงการนำ โรลสายไฟฟ้ามาทำเป็นโต๊ะกาแฟด้วย แต่อันนี้น่าจะเห็นก็บ่อยอยู่เพราะ มันเป็นแบบที่นำยมในหมู่สาวก ชาวลอฟท์ 

 


ขัดๆนิดหน่อย โป๊วด้วยขี้เลื่อยผสมกาวต่อไม้ชนิดผง(มีขายที่ Home......) แล้วทาสีย้อมไม้ก็ออกมาได้แบบนี้ครับ

 

เรื่องความขี้เหนียวยังไม่จบครับ ไปเดินดูตู้ cupboard อารมณ์ rustic หน่อยๆตามร้านเฟอร์พวก อินเด็กซ์ เอสบี คริสตัล แล้วหน้ามืดกับราคา หลักหมื่นกว่าๆ ไปจนถึงแสนกว่าบาท ไอ้เราเดินไปก็งงไปครับ ว่ามันจะอะไรกันนักหนา บางตัวก็โครงไม้สน ไม้ยางจอยท์ธรรมดาด้วยซ้ำ แล้วก็บังเอิญเจอเพื่อนบ้านเขาจะทิ้งตู้กับข้าวยุค 90s ของเขาอยู่พอดี เลยขอซื้อต่อมาในราคา 800 บาทครับ 

สภาพที่ได้มาก็ประมานนี้ ข้อดีของเฟอร์ยุคนั้นก็คือโครงด้านในยังนิยมใช้ไม้สักอยู่ ถึงผิวด้านนอกจะนิยมพวก Formica ที่ไม่ค่อยคงทนเท่าไร แต่ก็ยังดีกว่าของยุคหลังจากนั้นมาที่ เป็นไม้ MDF บ้าง HDF บ้าง ไม้ยางจอยท์บ้าง ที่พอจะเดาได้ว่าไม่น่าเกิน 20 ปีคงต้องหาใหม่

เมื่อได้มาก็ จับถอดเสื้อผ้า Formica เดิมออก แล้วเอาไม้ฝาที่เหลือๆจากการซ่อมบ้านมากรุแทนครับ ออกมาสภาพก็ประมานนี้

เสร็จแล้วก็ทาสีเขียว Makiki Green เข้าไปเพื่อให้อารมณ์ร่วมกับป่าครับ เรื่องสีนี้ละเอียดอ่อนครับ ต้องเลือกดีๆ Makiki Green นี้ ได้อารมณ์ป่าแบบ Safari นิดๆครับ จะไม่เหมือนบางเขียวที่อาจออกอารมณ์ทหาร มากเกินไป


 

แล้วงานก็ลามไปถึงส่วนครัวที่ ประหยัดไปอีกหลายหมื่นครับ จากการเก็บเศษไม้รอบๆบ้านมาทำเอง

 

บานตู้ไม้สักก็ของเพื่อนบ้านครับ เขาอยากอัพเดทครัวให้ทันสมัยก็เลยขายมา บานละ 150

 

 


 

ส่วนเรื่องประวัติตัวบ้านไม่มีอะไรมากครับ เขาสร้างไว้สมัยฟองสบู่ฟู่ฟ่า แล้วพอฟองสบู่แตกปี 40 ธนาคารก็ฟ้อง ปี 45 ก็ยึดขายทอดตลาดแล้วก็ร้างตั้งแต่นั้นมา ราคาจำนองตอนแรกสุดสมัยนั้นกับธนาคาร 5,000,000 บาทถ้วนครับ

 

**** ยังไม่มีใครทายถูกเลยนะครับ มีแต่คนทายเฉียดๆไป 10,000 บาท  ใกล้เคียงมาก

มาต่อกันที่เรื่องพื้น หลังจากที่รื้อพื้นไม้เดิมออก อย่างที่เห็นในรูปข้างล่างนี้ ก็ต้องมาตัดสินใจครับว่าจะทำอย่างไรกับมันต่อดี

 


 

ถ้าจะปูกรเบื้องลายหินๆ สีทรายก็น่าจะพอไปได้แต่ใจนึงก็รู้สึกว่ามันเป็นทางการ เป้นเมืองเกินไป ก็เลยตัดสินใจว่าขัดมันสีเปลือกไข่ดีกว่า น่าจะได้ความรู้สึกที่ เหมือนที่ห่างไกล ในป่าในเขามากขึ้น

ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นครับ ค่าเสียหายประมานตารางเมตรละ 120 บาท(เฉพาะวัสดุค่าสีฝุ่นค่าปูน) บวกน้ำยาเคลือบเงาอีกประมาน ุ60 บาทต่อตารางเมตร น้ำยาเคลือบเงานี้เป็นพวกโพลียูรีเทนเคลือบปูนครับ ใครขัดมันพื้นบ้านสไตล์ ลอฟท์ก็ใช้ได้ครับ

ออกมาเป็นแบบนี้ อะไรหกใส่จะได้ไม่ซึม ไม่เปื้อนด้วย



 

มาถึงจุดนี้ บ้านก็แทบจะเสร็จแล้วนะครับ น้ำไหล ไฟสว่าง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการตกแต่งภายใน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน พรม จิปาถะ ของเหล่านี้เป็นตัวเสริมบรรยากาศบ้านเลย โครงบ้านหรือสีห้องอาจจะคล้ายๆกัน แต่ของตกแต่งเป็นตัวเปลี่ยนอารมณ์เลยครับ

อย่างแรกก็ไปจัดการเอาของเก่ามาทำใหม่ มีโต๊ะครู หน้าท็อปเป็นไม้อัดสักอยู่ตัวหนึ่ง ได้มาในราคา 600 บาท เอามารวมกันไม้พื้นที่มันเหลือๆจากที่ทำบ้าน แล้วก็ให้ลูกน้องขัดๆ ทายูรีเทนเข้าไปก็ออกมาเป็นของใหม่ครับ ในต้นทุนไม่เกิน  1000 บาท ฟอร์มของตัวนี้มันเป็นเส้นตรงเรียบๆ แบบ late
Modernist ตามยุค 70s ก็จริง แต่ก็พอถูๆไถๆไปตาม Theme Art Deco แบบ 40s ได้อยู่ ถึงอย่างไร Art Deco ก็เป็นพ่อ Modernist ครับ ก็เลยตัดสินใจเอามาใช้



 

ระหว่างนั้นในบ้านยังไม่ค่อยเสร็จดี ด้วยความบ้าเฮ่อก็เลยรีบไปเที่ยวเล่นก่อนครับ อยู่บ้านแบบนี้จะแค่อยู่ไม่ได้ครับ ต้องใช้ชีวิตด้วย มีบ้าน มีเฟอร์ แล้ว Prop ตัวอื่นก็ต้องครบครับ ที่ขาดไม่ได้ก็ต้อง Land Rover สักคัน ถือว่าเป็นเฟอร์ของบ้านละกันนะครับ
 


 

หลังจากนั้นก็ เอาเฟอร์ภายนอกที่ซ่อมๆไว้ไปวาง จิบชาไปพลางๆก่อนครับ เก้าอี้อะไรๆก็เป็นของเก่าในคลังครับ ซื้อไว้นานแล้ว เวลาบังเอิญไปเจอ ได้โอกาสก็นำออกมาใช้ บางที่ก็งงๆว่าเรามีของยุค 40s 50s ไว้เยอะขนาดนี้เลยหรือ

วิวที่ระเบียงหน้าบ้านฝั่งแม่น้ำครับ ตอนนี้หน้าฝนแล้วเลยรกมาก แต่ถ้าสางหญ้าออกนี้วิวแม่น้ำชัดเลยครับ

 

 

เจ้าของบ้านตัวจริงนั่งค้อนแล้ว

 

แล้วก็หลับไป ดูเอาบรรยากาศละกันนะครับ สำหรับสาวก แมว

 

 

ขออภัยครับ ตอนนี้อยู่ Ikea มาซื้อกรอบรูปไปแขวนที่บ้านแควน้อย พรุ่งนี้จะทำการบ้านส่งรูปตอนเสร็จแล้วให้นะครับ อดใจรออีกนิดนึง เกือบเสร็จแล้ว 

ป.ล. มีคนทายถูกบ้างแล้วนะครับ

 

มาแล้วครับ ขออภัยทุกท่านที่ให้รอ ต้องอัพจากมือถือนะครับ อาจจะพิมพ์สั้นๆหน่อย ตอนนี้มาเมืองกาญ ทำการบ้านมาส่งแล้วครับ

หลังจากที่ทำงานโครงสร้างหลักๆของบ้านเสร็จก็เหลือแค่สีห้องนอนครับ สีที่เลือกนี้มีชื่อว่า Dark Safari ครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันจะให้อารมณ์ผจญภัยนิดๆ

 

 

แล้วก็เอามาเทียบกับพวกชุดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนที่มีอยู่ในคลังครับ เด็ดใบไม้มาเทียบด้วยดูว่ามันไปด้วยกันได้หรือเปล่า

 


เป็นอันว่าใช้ได้ครับ

มีเทคนิคเล็กน้อยครับว่าเวลาเราไปซื้อสีตามร้าน พยายามขอพัดสีจากพนักงานมาดูนะครับ อย่ายอมที่แค่โบรชัวร์สีแค่สิบกว่าสี ที่เขานิยมขายกัน เพราะที่จริง สีมีผลมากต่อการสร้างอารมณ์สถานที่ บางทีเราไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ

เมื่องานสี ฝ้า ไฟ เสร็จเรียบร้อย เราก็เอาเฟอร์เข้าไปใส่ครับ เน้นสร้างอารมณ์ให้เป็นบ้านของนักผจญภัยในป่า

จากห้องโล่งๆแบบนี้



ก็จัดออกมาเป็นประมานนี้ครับ


 

 

พยายามคุมโทนสีให้อยู่ในแนว เอิร์ทโทน มีการนำลังกระสุนและกล่องปืนทหาร มาทำเป็นโต๊ะข้างบ้างเพื่อความ Masculine ของตัวบ้านแต่ก็ใส่เฟอร์ทรง classic เข้าไปบ้างเช่น ตู้รองเท้า และดอกกล้วยไม้ เพื่อเพิ่มความ Homey ให้กันสถานที่ เวลาที่ผู้หญิงเขามาเที่ยว เขาก็จะได้ไม่รู้สึกว่ามันแข็งจนเกินไป

 

พื้นที่เดิมของบ้านในห้องนี้เมื่อก่อนอาจจะเป็นห้องนั่งเล่นล้วนๆ แล้วครัวคงอยู่ชั้นล่าง แต่ครั้งนี้ ผมต้องการให้ตัวบ้านร่วมสมัยมากขึ้นกับชีวิตสมัยนี้ เลยออกแบบให้ ครัว ห้องทานข้าว และห้องนั่งเล่นเชื่อมกันเป็น บริเวณเดียวกันแบบ Open Plan ครับ ทุกคนที่มาเที่ยวจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และเห็นหน้ากันครับ

สมัยก่อนแยกครัวแยกห้องอาหารไปเพราะ อาจจะมีคนรับใช้มาด้วย และอะไรๆก็เป็นทางการ แต่เวลามันก็สามสิบปีมาแล้ว วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป
 


โต๊ะทำงานก็วางเครื่องพิมพ์ดีดไว้หน่อย เพื่อเป็น พร็อพที่สื่อถึงยุคสมัย 1940s ครับ

 

 

ส่วนของห้องกินข้าว ผนังด้านบนโล่งๆหน่อย กำลังรอจานกลมๆสามสี่ใบที่สั่งไปเอามาแขวนอยู่ครับ

 

อันนี้ครัวสดๆวันนี้ครับ สังเกตุข้าวของเครื่องใช้ กาน้ำบนเตาแก้ส กับพวกรพปุกทองแดงที่ชั้นวางของ ของเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ช่วยเพิ่มอารมณ์ ร่วมให้กับตัวบ้านครับ ของเงาๆก็ช่วยให้บ้านรู้สึกหรูหราขึ้น


 

แม้กระทั่งกายุค 60s ใบนี้ก็มากับเขาด้วย เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบมันเลยครับ เพราะเวลามันอยู่กับเพื่อนๆมันจากยุค 60s ด้วยกันในตู้โชว์ แล้วมันดูถูกมากครับ เงาๆลายๆ ไม่สง่า รูปทรงไม่ streamline เหมือนคนอื่น แต่พอมาอยู่บ้านหลังนี้ กลายเป็นนางเอกไปเลย
 


มันเลยทำให้ผมนึกว่าของทุกชิ้นก็มีที่ของมัน แม้แต่คนเราก็เช่นกัน

ป.ล.เดี๋ยวจะเฉลยราคาแล้วนะครับ หลังจากลงรูปวันนี้เสร็จ

 

ไปดูนอกบ้านบ้างดีกว่า สภาพตอนแรกๆ มันเป็นประมานนี้นะครับ


ใส่เฟอร์และของตกแต่งเข้าไปก็ออกมาประมานนี้ครับ รอให้เล็บมือนางเลื้อยให้เต็มหลังคาหน่อยก็จะงามมากครับ

 

 

อีกรูปนึง แถวนี้เขายังนิยมสัญจรกันด้วยเรือครับ มีเสน่ห์มากๆ

 

พวกตะเกียงก็เป็นอะไรที่สร้างบรรยากาศ ป่ากับความห่างไกลได้ดีนะครับถ้าใครจะทำบ้านสไตล์นี้ อีกอย่างมันสร้างความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ก็เลยแขวนไปหลายๆอันรอบบ้าน

 

 

แม้กระทั่งกรรไกรก็ต้องคุม Theme กับเขาด้วย อันนี้ได้มาจากแคว้น ราชสถาน ในอินเดียครับ ไม่ต้องเดาราคาให้เมื่อย บอกเลยก็ได้ว่า 10 บาทเอง

 

สุดท้ายนี้ขอจบด้วยวิวแม่น้ำจากระเบียงบ้านครับ สวนยังไม่ได้ทำ ถ้าทำแล้วอาจจะเอามาให้ชมกันครับ ตอนนี้มันรกๆหน่อย หลังหน้าฝนก็เป็นอย่างที่เห็นครับ

จะเฉลยแล้วนะครับ.
.
.
.
และราคาที่ ซื้อมาก็คือ..... 
560,000  บาทถ้วนครับ อ่านว่า ห้าแสนหกหมื่นบาทถ้วนครับ

 

ไม่รวมค่าโอนที่เราต้องออกเองอีกประมาน 20,000 บาทตอนโอน

ค่าซ่อมไปอีกประมาน 400,000 ต่อหลังครับ ที่ซื้อมาราคา 560,000  นี้สำหรับสองหลัง อีกหลังว่าจะไว้ให้แขกนอนครับ

ค่าเฟอร์และของแต่งบ้านอีก  400,000 ครับ

เบ็ดเสร็จประมาน 1,800,000 บาทครับ

ราคาประเมินอย่างต่ำอยู่ที่ประมาน 7,000,000 อย่างสูงก็ 10,000,000 บาทครับแล้วแต่สภาพตลาด คุ้มค่าเหนื่อยไปพอสมควร แต่วิวนี้ผมประเมินราคาไม่ได้จริง เพราะแควน้อยยาวหลาย กิโลเมตรก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าทุกที่จะมีทิวเขาอยู่ตรงข้าม บางระยะก็เป็นแค่ไร่นาธรรมดาครับ

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และทุกกำลังใจที่ส่งมาครับ โอกาสหน้าจะ ขออนุญาติมาแชร์ประสปการณ์ใหม่นะครับ ยังมีในสต็อกอีกหลายหลัง ขอบคุณจากใจอีกครั้งครับ

 

มาเพิ่มเติมให้อีกนิดครับ มีหลังไมค์มาถามเรื่องนี้พอสมควร

บ้านหลังนี้ที่ได้มาถูกเนื่องจาก เป็นทรัพย์รอการขายของธนาคาร ที่อยู่กับธนาคารมาเกือบ 15 ปีแล้วครับ ตามกฎของ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขามีกำหนดไว้ว่าห้ามถือเกิน 10 ปี บวกกับผ่อนผันอะไรบ้าง อีก ห้าปี เจ็ดปี ถ้าเกินกว่านั้นธนาคารต้องตั้งสำรองและโดนปรับครับ

ดังนั้นเขาจึงลดแลกแจกแถมเมื่อเวลามันใกล้ดเข้ามา

แรกสุดธนาคารตั้งหลังนี้ไว้ 5.4m ครับ แล้วก็ลงมาเป็น 1.7m สามปีที่แล้ว 1.2m ครับ ปีที่แล้ว 0.77m แล้วตอนไปซื้อก็ลดให้อีกจนมาจบที่ 560,000 ครับ

อีกอย่าง มีอะไรไปคุยกันได้ที่ 

https://www.facebook.com/smungkalarungsi

เดี๋ยวกระทู้นี้ก็คงตก และเก่าไปแล้ว แต่ทางโน้น Update ได้เรื่อยๆครับ รู้จักกันไว้ไม่เสียหาย จะถามอะไรก็ง่ายกว่า ทางนี้ไม่ค่อยได้เช็คครับ

ขอบคุณอีกครั้งครับที่ติดตาม

 

 

ขอขอบคุณที่มาจาก : คุณสมาชิกหมายเลข 1415794  สมาชิกเว็บไซนต์พันทิปดอทคอม / Siriwat Tor Mungkalarungsi 

 


loading...